ราคาบอล

ราคาบอล คืออะไร คู่มืออ่านราคาแฮนดิแคปแบบง่าย มือใหม่ก็เข้าใจได้ใน 5 นาที

ราคาบอล คือหัวใจสำคัญของการ แทงบอลออนไลน์ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะได้หรือเสียเงินเท่าไหร่จากการเดิมพันในแต่ละคู่ โดยเฉพาะในระบบ Asian Handicap ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในไทยและเอเชีย มือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจ วิธีดูราคาบอล อาจรู้สึกว่าตัวเลขอย่าง 0.5, 0.75, 1.25 ดูซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้ว “อัตราต่อรองบอล” เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทีมต่อ–ทีมรองสมดุล และทำให้การเดิมพันมีความยุติธรรมมากขึ้น

ในคู่มือฉบับนี้ เราจะอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับ ราคาบอลวันนี้ ตั้งแต่พื้นฐาน ความหมายของราคาแต่ละแบบ วิธีอ่านราคา วิธีคิดเงิน ตลอดจนเทคนิควิเคราะห์ราคาต่อรองอย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณสามารถเดิมพันได้อย่างมั่นใจภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ความหมายของราคาบอล (Asian Handicap) พื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนเริ่มเดิมพัน

ก่อนเริ่มเดิมพัน สิ่งสำคัญที่ผู้เล่นทุกคนต้องเข้าใจคือ Asian Handicap คือ ระบบอัตราต่อรองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการแทงบอลในไทย เพราะช่วยทำให้การแข่งขันระหว่างสองทีมที่มีศักยภาพต่างกัน “สมดุล” มากขึ้นผ่านตัวเลข อัตราต่อรองบอล เช่น 0.5, 0.75, 1.25 เป็นต้น ตัวเลขเหล่านี้มีหน้าที่กำหนดว่าทีมใดจะเป็น “ทีมต่อ” และทีมใดจะเป็น “ทีมรอง” พร้อมเงื่อนไขการได้–เสียเงินที่แตกต่างกันตามผลการแข่งขันจริงในสนาม

ราคาต่อรองบอล ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดความเหนือชั้นของทีมใหญ่ที่อาจมีโอกาสชนะสูงกว่า เช่น หากทีมต่อแข็งแกร่งกว่า อาจมีราคา -1.5 เพื่อให้ต้องยิงมากกว่า 2 ลูกถึงจะได้เงินเต็ม ระบบนี้ช่วยให้การเดิมพันมีความยุติธรรมมากขึ้น ทั้งสำหรับ บอลเดี่ยว และ บอลสเต็ป ซึ่งผู้เล่นสามารถใช้ราคานี้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของเกมและคาดการณ์ผลตอบแทนได้ง่ายขึ้น

ตารางสรุปความหมายของ ราคาบอลยอดนิยม สำหรับมือใหม่

ราคาบอล (Handicap)

เงื่อนไขทีมต่อ

เงื่อนไขทีมรอง

สรุปผลแบบง่าย

ราคาเสมอ (0.0)

ชนะ = ได้เต็มเสมอ = คืนเงิน

ชนะ = ได้เต็มเสมอ = คืนเงิน

ไม่มีใครต่อรอง

ปป / 0–0.5 (0.25)

ชนะ = ได้เต็มเสมอ = เสียครึ่ง

ชนะ = ได้เต็มเสมอ = ได้ครึ่ง

ทีมต่อเสี่ยงเสียครึ่ง

ครึ่งลูก (0.5)

ชนะเท่านั้นถึงจะได้

เสมอ = ชนะราคา

ทีมรองได้เปรียบทันที

ครึ่งควบลูก (0.75)

ชนะ 1 = ได้ครึ่งชนะ 2 = ได้เต็ม

แพ้ 1 = เสียครึ่ง

เหมาะกับทีมต่อที่ฟอร์มดี

หนึ่งลูก (1.0)

ชนะ 1 = เจ๊าชนะ 2 = ได้เต็ม

แพ้ 1 = เจ๊า

ไม่มีได้เสียเมื่อชนะ/แพ้หนึ่งลูก

ลูกควบลูกครึ่ง (1.25)

ชนะ 1 = เสียครึ่งชนะ 2 = ได้เต็ม

แพ้ 1 = ได้ครึ่ง

ทีมรองได้ประโยชน์หากแพ้ลูกเดียว

ลูกครึ่ง (1.5)

ต้องชนะ 2 ลูกขึ้นไป

แพ้ลูกเดียว = ได้เต็ม

ทีมรองถือว่าได้เปรียบมาก

ลูกครึ่งควบสอง (1.75)

ชนะ 2 = ได้ครึ่งชนะ 3 = ได้เต็ม

แพ้ 2 = เสียครึ่ง

ราคาเหมาะกับบอลต่อที่เหนือกว่าเยอะ

ราคาเสมอ (0.0 หรือ “ต่อเสมอ”)

ราคาเสมอ คืออัตราต่อรองที่ทั้งสองทีมไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เป็นราคาที่ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะผลการเดิมพันจะอิงกับผลแพ้–ชนะโดยตรง โดยไม่มีการต่อประตูเข้ามาเกี่ยวข้อง หากทีมใดทีมหนึ่งชนะ ผู้ที่เลือกทีมนั้นจะได้รับเงินเต็มจำนวน แต่ถ้าแข่งขันกันแล้วจบด้วยผลเสมอ ไม่ว่าจะแทงทีมต่อหรือทีมรอง ระบบจะคืนเงินทั้งหมดทันที ทำให้เป็นราคาที่ปลอดภัยและนิยมใช้กับคู่แข่งขันที่สูสีกันมาก

ตัวอย่าง

หากคุณแทงทีม A ราคาเสมอ แล้วผลออกมา Team A ชนะ 1–0 คุณจะได้กำไรเต็มจำนวน แต่หากผลออกมา 0–0 หรือ 1–1 บิลจะถูกคืนเงิน เพราะไม่มีทีมใดชนะในผลการแข่งขันจริง

ราคาเสมอควบครึ่ง (0–0.5 หรือ ปป)

ราคา ปป หรือ เสมอควบครึ่ง (0–0.5 / 0.25) เป็นราคาต่อรองที่พบได้บ่อยที่สุดในการเดิมพันฟุตบอล เพราะใช้กับคู่ที่ฟอร์มใกล้เคียงกันแต่ยังมีทีมหนึ่งดูเหนือกว่าเล็กน้อย ราคานี้ช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้เล่น เนื่องจากผลการเดิมพันแบ่งได้หลายรูปแบบตามผลแข่งขันจริง ทำให้มีโอกาส “เสียครึ่ง” หรือ “ได้ครึ่ง” อยู่ในบางกรณี

เงื่อนไขการได้–เสียของราคา ปป

  • ทีมต่อชนะ → ได้เงิน เต็มจำนวน
  • ผลเสมอ → ทีมต่อ เสียครึ่ง, ทีมรอง ได้ครึ่ง
  • ทีมต่อแพ้ → ทีมต่อเสียเต็ม, ทีมรองได้เต็ม

ราคาครึ่งลูก (0.5)

ราคาครึ่งลูก (0.5) คืออัตราต่อรองที่ทีมต่อจะต้อง ชนะเท่านั้น ถึงจะได้รับเงินเดิมพันเต็มจำนวน ถือเป็นราคาที่ตัดสินได้ง่าย เพราะไม่มีผล “ได้ครึ่ง–เสียครึ่ง” เข้ามาเกี่ยวข้อง ผลลัพธ์จะเป็นได้เต็มหรือเสียเต็มเท่านั้น ทำให้มือใหม่เข้าใจไม่ยากและเป็นราคาที่มักพบในคู่ที่ทีมต่อเหนือกว่าเล็กน้อย

เงื่อนไขการได้–เสียของราคา 0.5

  • ทีมต่อชนะ → ได้เงิน เต็มจำนวน
  • เสมอหรือแพ้ → ทีมต่อ เสียเต็ม, ทีมรอง ได้เต็ม

ราคาครึ่งควบลูก (0.5–1 หรือ 0.75)

ราคาครึ่งควบลูก (0.75) เป็นอัตราต่อรองที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าราคาเดี่ยว ๆ เพราะผลลัพธ์สามารถแบ่งได้เป็น “ได้ครึ่ง–เสียครึ่ง–ได้เต็ม–เสียเต็ม” ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันจริง ราคานี้มักใช้กับคู่ที่ทีมต่อมีภาษีดีกว่า แต่ยังไม่เหนือกว่าชัดเจน ทำให้ทีมรองมีโอกาสได้เปรียบเชิงราคาอยู่พอสมควร

เงื่อนไขการได้–เสียของราคา 0.75

  • ทีมต่อชนะ 1 ลูก → ได้ ครึ่งหนึ่ง ของเงินเดิมพัน
  • ทีมต่อชนะ 2 ลูกขึ้นไป → ได้ เต็มจำนวน
  • ผลเสมอหรือแพ้ → ทีมต่อ เสียเต็ม, ทีมรองได้เต็ม

ราคาหนึ่งลูก (1.0)

ราคาหนึ่งลูก (1.0) คืออัตราต่อรองที่ใช้บ่อยในคู่ที่ทีมต่อค่อนข้างเหนือกว่า แต่ยังไม่ถึงขั้นห่างชั้นกันมากนัก ราคานี้มีจุดเด่นคือ “ผลเสมอหนึ่งลูก = ยกบิล” ทำให้ความเสี่ยงลดลง เพราะหากทีมต่อชนะไม่ขาด ผู้เล่นก็ไม่เสียเงินเดิมพันทั้งหมด จึงถือเป็นราคาที่สมดุลระหว่างโอกาสได้เต็มและความปลอดภัยของเงินทุน

เงื่อนไขการได้–เสียของราคา 1.0

  • ทีมต่อชนะ 2 ลูกขึ้นไป → ได้เงิน เต็มจำนวน
  • ทีมต่อชนะ 1 ลูก → เจ๊า (ยกบิล) คืนทุน
  • เสมอหรือแพ้ → ทีมต่อ เสียเต็ม, ทีมรองได้เต็ม

ราคาลูกควบลูกครึ่ง (1–1.5 หรือ 1.25)

ราคาลูกควบลูกครึ่ง (1.25) เป็นอัตราต่อรองที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสำหรับทีมต่อ เพราะเป็นราคาที่ต้องชนะขาดอย่างน้อย 2 ประตูจึงจะได้เต็ม แต่ยังมีระบบ “เสียครึ่ง” เข้ามาช่วยลดโทษหากทีมต่อยิงได้ไม่ถึงตามเป้า ถือเป็นราคาที่เหมาะกับบอลต่อที่ผลงานเหนือชั้นกว่าอย่างชัดเจน หรือเจอคู่แข่งที่ฟอร์มเป็นรองมาก

เงื่อนไขการได้–เสียของราคา 1.25

  • ทีมต่อชนะ 2 ลูกขึ้นไป → ได้เงิน เต็มจำนวน
  • ทีมต่อชนะ 1 ลูก → เสียครึ่ง ของเงินเดิมพัน
  • เสมอหรือแพ้ → ทีมต่อ เสียเต็ม, ทีมรองได้เต็ม

ราคาลูกครึ่ง (1.5)

ราคาลูกครึ่ง (1.5) เป็นอัตราต่อรองที่ทีมต่อจำเป็นต้องชนะอย่างน้อย 2 ประตูขึ้นไป จึงจะได้รับเงินเต็ม ถือเป็นราคาที่ค่อนข้างชัดเจนเพราะไม่มีผล “ได้ครึ่ง–เสียครึ่ง” ให้สับสน ทำให้ผู้เล่นรู้ผลการเดิมพันได้ทันทีจากจำนวนประตูที่เกิดขึ้นจริง ราคานี้มักปรากฏในแมตช์ที่ทีมต่อมีความเหนือกว่ามาก หรือมีโอกาสทำประตูสูง เช่น เจอทีมที่เกมรับอ่อน หรือมีฟอร์มตกลงอย่างเห็นได้ชัด

เงื่อนไขการได้–เสียของราคา 1.5

  • ทีมต่อชนะ 2 ลูกขึ้นไป → ได้เงิน เต็มจำนวน
  • ทีมต่อชนะ 1 ลูก → เสียเต็ม
  • เสมอหรือแพ้ → เสียเต็ม

ราคาลูกครึ่งควบสอง (1.5–2 หรือ 1.75)

ราคาลูกครึ่งควบสอง (1.75) เป็นอัตราต่อรองที่ทีมต่อจำเป็นต้องชนะขาดหลายประตูเพื่อให้ได้เงินเต็ม แต่ข้อดีคือยังมีระบบ “ได้ครึ่ง–เสียครึ่ง” ที่ช่วยลดความเสี่ยงลงในบางสถานการณ์ ราคานี้มักพบในคู่ที่ทีมต่อมีศักยภาพเหนือกว่ามาก เช่น ทีมระดับหัวตารางเจอกับทีมท้ายตาราง หรือเกมที่มีแนวโน้มจะยิงประตูกันเยอะ

เงื่อนไขการได้–เสียของราคา 1.75

  • ทีมต่อชนะ 3 ลูกขึ้นไป → ได้เงิน เต็มจำนวน
  • ทีมต่อชนะ 2 ลูก → ได้ครึ่ง ของกำไรตามค่าน้ำ
  • ทีมต่อชนะ 1 ลูก / เสมอ / แพ้ → เสียเต็ม

วิธีอ่านราคาบอลแบบมืออาชีพ วิเคราะห์ทีมต่อ–ทีมรองแบบง่าย ๆ

การเข้าใจ วิธีอ่านราคาบอล ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้เล่นวิเคราะห์เกมได้แม่นยำขึ้น และเลือกเดิมพันได้อย่างมีเหตุผลมากกว่าเดิม การดูว่าใครเป็น “ทีมต่อ” หรือ “ทีมรอง” ร่วมกับอัตราต่อรองที่กำหนด จะช่วยให้ประเมินความได้เปรียบ–เสียเปรียบในการเดิมพันได้อย่างถูกต้อง ราคาบอลต่อรองมีผลโดยตรงต่อโอกาสชนะบิลและจำนวนกำไรที่ได้รับ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ก่อนเริ่มแทงบอลออนไลน์ทุกครั้ง

โดยทั่วไป ทีมต่อ มักเป็นทีมที่มีผลงานดีกว่า ฟอร์มเหนือกว่า หรือเล่นในบ้าน ส่วน ทีมรอง จะเป็นทีมที่มีโอกาสเสียเปรียบ แต่ในบางคู่ ทีมรองอาจได้เปรียบด้านราคา ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าเล่นยิ่งกว่า การอ่านราคาบอลแบบมืออาชีพจึงต้องดูหลายองค์ประกอบร่วมกัน ไม่ใช่แค่ชื่อทีมดังหรืออันดับตารางเพียงอย่างเดียว

✔ ทีมต่อควรมีอะไร?

  • ฟอร์มช่วงหลังเหนือกว่าอย่างชัดเจน
  • เกมรุกมีคุณภาพสูง ยิงประตูสม่ำเสมอ
  • เล่นในบ้าน เพิ่มความได้เปรียบด้านสภาพแวดล้อม
  • มีแรงจูงใจ เช่น ต้องชนะเพื่อเข้ารอบ

✔ ทีมรองได้เปรียบอะไร?

  • ราคาต่อรองช่วยลดความเสี่ยง เช่น +1.0 หรือ +1.25
  • ฟอร์มเหนียวแน่น แพ้ยาก เสมอบ่อย
  • เกมใหญ่ที่ทีมรองมีแรงจูงใจสูง
  • ทีมต่อมีปัญหา เช่น ตัวเจ็บหรือโรเตชัน

ตัวอย่างการคำนวณราคาบอลจริง แบบ Step-by-Step

การ คำนวณราคาบอล คือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้เล่นประเมินกำไร–ขาดทุนได้อย่างถูกต้องก่อนเริ่มเดิมพันจริง วิธีคิดเงินแทงบอลไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล หากเข้าใจโครงสร้างของ “ราคาต่อรอง + ค่าน้ำ” ก็สามารถคำนวณได้ทุกบิล โดยไม่ต้องรอระบบเว็บอย่างเดียว การรู้ วิธีคิดเงินแทงบอล จะช่วยให้คุณเลือกเล่นคู่ที่คุ้มค่า ลดความเสี่ยง และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นในทุกบิลเดิมพัน

ด้านล่างนี้คือ ตัวอย่าง Step-by-Step ที่ทำให้เข้าใจง่ายที่สุด พร้อมใช้ได้จริงทันที

ตัวอย่างที่ 1 ราคา ปป (0–0.5 / 0.25)

เดิมพัน: ทีมต่อ 1,000 บาท
ค่าน้ำ: 0.90

กรณี 1 ทีมต่อชนะ → ได้เต็ม
คำนวณ: 1,000 × 0.90 = 900 บาท

กรณี 2 เสมอ → เสียครึ่ง
คำนวณ: 1,000 ÷ 2 = เสีย 500 บาท

กรณี 3 ทีมต่อแพ้ → เสียเต็ม
เสียทั้งหมด 1,000 บาท

ตัวอย่างที่ 2 ราคาครึ่งลูก (0.5)

เดิมพัน: ทีมต่อ 1,000 บาท
ค่าน้ำ: 0.82

ทีมต่อชนะ → ได้เต็ม
1,000 × 0.82 = 820 บาท

เสมอหรือแพ้ → เสียเต็ม = 1,000 บาท

ตัวอย่างที่ 3 ราคาหนึ่งลูก (1.0)

เดิมพัน: ทีมต่อ 1,000 บาท
ค่าน้ำ: 0.95

ชนะ 2 ลูกขึ้นไป → ได้เต็ม
1,000 × 0.95 = 950 บาท

ชนะ 1 ลูก → ยกบิล คืนเงิน 1,000

เสมอหรือแพ้ → เสียเต็ม 1,000 บาท

ตัวอย่างที่ 4 ราคาลูกควบลูกครึ่ง (1.25)

เดิมพัน: ทีมต่อ 1,000 บาท
ค่าน้ำ: 0.88

ชนะ 2 ลูกขึ้นไป → ได้เต็ม
1,000 × 0.88 = 880 บาท

ชนะ 1 ลูก → เสียครึ่ง
เสีย 500 บาท

เสมอหรือแพ้ → เสียเต็ม 1,000 บาท

สรุปหลักคำนวณราคาบอลแบบง่าย

  1. ดูราคาต่อรองว่าต้องลุ้นผลแบบใด (ได้เต็ม / ได้ครึ่ง / ยก / เสียครึ่ง / เสียเต็ม)
  2. นำจำนวนเงินเดิมพัน × ค่าน้ำ เพื่อหากำไร
  3. หากเป็นกรณีได้ครึ่งหรือเสียครึ่ง ให้หารสองก่อนคูณค่าน้ำ

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักพลาดเวลาดูราคาบอล

แม้การดูราคาต่อรองจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ผู้เล่นมือใหม่จำนวนมากมักเข้าใจผิดหรือพลาดจุดสำคัญ ทำให้บิลเสียโดยไม่จำเป็น การเรียนรู้ ข้อควรระวังราคาบอล เหล่านี้จะช่วยให้คุณลดความเสี่ยง และเดิมพันได้อย่างแม่นยำขึ้นทุกครั้งที่กดบิล

  1. อ่านราคาไม่ถูกฝั่ง ทีมต่อ–ทีมรองสลับกัน

หลายคนยังสับสนว่าทีมไหน “ต่อ” ทีมไหน “รอง” โดยเฉพาะเมื่อราคาขึ้น–ลงตลอดเวลา หากอ่านผิดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้บิลพลิกจากได้เต็มเป็นเสียเต็มทันที

ข้อควรระวัง: เช็กสัญลักษณ์ทีมต่อ (ส่วนมากจะทำตัวหนาหรือมีสีแดง) ทุกครั้งก่อนกดบิล

  1. มองข้ามความต่างระหว่าง “อัตราต่อรอง” กับ “ค่าน้ำ”

มือใหม่ส่วนใหญ่มักคิดว่าราคา 0.75 หรือ 1.0 คือจำนวนเงินที่จะได้รับ ทั้งที่ความจริงแล้ว “กำไร” ขึ้นอยู่กับ ค่าน้ำ ไม่ใช่ราคาต่อรอง ทำให้เข้าใจจำนวนเงินผิดไป

วิธีป้องกัน: ดูค่าน้ำควบคู่กับราคาต่อเสมอ เช่น 0.75 / ค่าน้ำ 0.88

  1. ใช้ราคาที่ไม่อัปเดต ทำให้แทงผิดราคา

ระหว่างที่ราคาบอลไหล หากผู้เล่นไม่กดรีเฟรชหรือเช็กให้ชัวร์ อาจเผลอกดเดิมพันราคาที่เปลี่ยนไปแล้ว ทำให้ความได้เปรียบหายทันที

คำแนะนำ: เช็กราคาไหลทุกครั้งก่อนยืนยันบิล และเปิดโหมดราคาแบบ Real-time หากเว็บรองรับ

  1. เลือกราคาที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะดูแค่ชื่อทีมดัง

ทีมใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะยิงขาดเสมอไป แต่หลายคนยังคงเลือกทีมต่อเพราะชื่อเสียง ไม่ได้วิเคราะห์ราคาให้เหมาะสม

ข้อควรระวัง: ราคาต่อสูงผิดปกติ เช่น 1.75 อาจหมายถึงทีมต่อเจอปัญหา เช่น ตัวหลักบาดเจ็บ

  1. ไม่คำนึงถึงราคาเปิด ทำให้ประเมินผิดว่าทีมไหนได้เปรียบ

ผู้เล่นมักดูแค่ราคาปัจจุบัน แต่ไม่เปรียบเทียบกับราคาเปิด (Opening Price) ทำให้วิเคราะห์แนวโน้มผิดไป

เทคนิค: หากราคาต่อจาก 0.5 ไหลลงเป็น 0.25 แสดงว่าความมั่นใจทีมต่อเริ่มลดลง

สรุปราคาบอลแบบย่อ พร้อมเทคนิคเลือกคู่ให้สอดคล้องกับราคา

เพื่อให้ผู้เล่นสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หัวข้อนี้จะสรุป “ราคาบอลยอดนิยม” แบบย่อ และเสริมด้วย เทคนิคดูราคาบอล ที่ช่วยให้เลือกคู่เดิมพันได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยเน้นการอ่านราคาให้สัมพันธ์กับฟอร์ม ทีมต่อ–ทีมรอง และสถานการณ์จริงของการแข่งขัน

ราคาบอล

ความหมายแบบสั้น

ลุ้นอย่างไร

0.0 (เสมอ)

ไม่มีทีมไหนได้เปรียบ

ชนะ = ได้เต็ม / เสมอ = คืนเงิน

0.25 (ปป)

ทีมต่อได้เปรียบเล็กน้อย

ชนะ = ได้เต็ม / เสมอ = เสียครึ่ง

0.5 (ครึ่งลูก)

ทีมต่อห้ามเสมอ

ชนะ = ได้เต็ม / เสมอหรือแพ้ = เสียเต็ม

0.75 (ครึ่งควบลูก)

ทีมต่อเหนือกว่าเล็กน้อย

ชนะ 1 ลูก = ได้ครึ่ง / ชนะ 2 ลูก = ได้เต็ม

1.0 (หนึ่งลูก)

ทีมต่อเหนือพอสมควร

ชนะ 1 ลูก = ยก / ชนะ 2 ลูก = ได้เต็ม

1.25 (ลูกควบลูกครึ่ง)

ทีมต่อเหนือมาก

ชนะ 1 ลูก = เสียครึ่ง / ชนะ 2 ลูก = ได้เต็ม

1.5 (ลูกครึ่ง)

ต้องยิงขาด 2 ลูก

ชนะ 1 ลูก = เสียเต็ม

1.75 (ลูกครึ่งควบสอง)

เกมต่างชั้น

ชนะ 2 ลูก = ได้ครึ่ง / ชนะ 3 ลูก = ได้เต็ม

 

เทคนิคดูราคาบอลแบบมืออาชีพ

1. ราคาควรสมเหตุสมผลกับฟอร์มทีม ถ้าทีมต่อฟอร์มตก แต่ราคาเปิดสูงผิดปกติ เช่น ต่อ 1.5–1.75 → ควรระวัง อาจมีปัจจัยซ่อนอยู่ เช่น ตัวเจ็บหรือโรเตชัน

2. ทีมรองน่าเล่นเมื่อราคาเปิดสูง ในคู่ที่ราคาเปิดสูงเกินไป เช่น +1.5 หรือ +1.75 ทีมรองมีโอกาสชนะราคา แม้ไม่ชนะเกมจริง เพราะแพ้ 1 ลูกก็ยังอยู่รอด

3. ใส่ใจราคาไหลก่อนเตะ ราคาไหลขึ้น–ลงช่วยบอกความได้เปรียบแบบ Real-time

  • ราคาไหลต่อ → ทีมต่อดีขึ้น
  • ราคาไหลรอง → ทีมรองเริ่มมีโอกาสมากขึ้น
  • ราคาไหลแรงผิดปกติ → ต้องดูข่าวประกอบ เช่น นักเตะเจ็บ

4. เลือกราคาที่เหมาะกับแผนการเล่นของเรา

  • ถ้าต้องการความเสี่ยงต่ำ → ราคาเสมอ / ปป / หนึ่งลูก
  • ถ้าต้องการกำไรสูง → ราคาครึ่งควบ / หนึ่งควบลูกครึ่ง
  • ถ้าแทงสเต็ป → ควรหลีกเลี่ยงราคาที่มีได้ครึ่ง–เสียครึ่งเพราะทำให้กำไรลดลง